ลงทุน Startup อย่างไร ไม่ให้ Stop
14 Jul 2016

ธุรกิจสตาร์ทอัพ (startup) ในเอเชีย โดยเฉพาะจีนเป็นคลื่นลูกใหม่แห่งการลงทุน และมีโอกาสแซงหน้าเจ้าตลาดอย่างอเมริกาเหนือได้ในอนาคต จุดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งของธุรกิจนี้ ซึ่งแตกต่างจาก SMEs คือ สามารถสร้างการเติบโตได้ในอัตราสูง รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิด disruptive technology ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนทั่วทุกมุมโลก ถึงแม้ว่าในช่วงเริ่มต้นจะยังไม่สามารถสร้างรายได้หรือมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ด้วยแนวคิดและศักยภาพในการเติบโตที่จะมาแทนที่ธุรกิจแบบเดิม ทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพได้รับเงินลงทุนปริมาณมาก โดยในปี 2014 มีเงินลงทุนสูงถึง 3.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโต 72% จากปีก่อนหน้า และสูงมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 5.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2015 ทั้งนี้ นับว่าปริมาณเงินลงทุนดังกล่าวขยายตัวสูงขึ้นมากจากช่วงก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่เงินลงทุนช่วงปี 2011 - 2013 มีมูลค่าเฉลี่ยเพียงปีละ 2.04 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และขยายตัวโดยเฉลี่ยเพียง 9% ต่อปี ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณเงินลงทุนต่อดีล (deal) ยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย จากเฉลี่ย 6.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2013 เป็น 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2015 นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าสัดส่วนการลงทุนเกินกว่าครึ่งกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคอเมริกาเหนือแต่มีแนวโน้มลดลงจาก 77% ในปี 2011 เป็น 59% ในปี 2015 ขณะที่ ในภูมิภาคเอเชียกลับสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ในปริมาณมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี 2015 จากราว 10% ในปี 2011 แสดงถึงแนวโน้มที่เงินลงทุนกำลังไหลมายังภูมิภาคดังกล่าว โดยจีนมีบทบาทค่อนข้างมากด้วยส่วนแบ่งราว 70% ของปริมาณเงินลงทุนในเอเชีย ยิ่งกว่านั้น ปริมาณเงินลงทุนต่อดีลยังสูงถึงราว 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าภูมิภาคอื่นถึง 8 เท่า เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านขนาดของตลาด บุคลากร และเงินทุน 


เม็ดเงินลงทุนปริมาณมหาศาลจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลไปยังกลุ่มสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจด้าน internet และ mobile and telecommunication เนื่องจากสามารถเติบโตได้ในอัตราสูง สตาร์ทอัพที่มีโอกาสเติบโตสูง คือ tech startup ที่พึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อช่วยการทำซ้ำและขยายขนาด โดยกลุ่มดังกล่าวสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเกินกว่าครึ่งของปริมาณเงินลงทุนทั้งหมด นอกจากนี้ ยังพบว่าส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับ internet และ mobile and telecommunication โดยสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจด้าน internet ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักลงทุน ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจ internet software เช่น Sprinklr ซึ่งผลิต social software platform ให้กับบริษัทต่างๆ นอกจากนี้ ยังมี สตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจด้าน internet services เช่น Dropbox ที่ให้บริการฝากไฟล์แบบออนไลน์ โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต รวมถึง สตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจ e-commerce อย่าง Jet.com และ Snapdeal ที่ทำหน้าที่เป็น marketplace ให้ผู้ใช้บริการสามารถซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ และสตาร์ทอัพที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 57% โดยเฉลี่ยในช่วงปี 2011-2015 คือ กลุ่มที่ดำเนินธุรกิจด้าน mobile and telecommunication ซึ่งกลุ่มนี้มักดำเนินธุรกิจด้าน mobile software เช่น IronSource ที่สร้างแพลตฟอร์มและเครื่องมือให้แก่ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น รวมทั้งที่ทำธุรกิจด้าน mobile services อย่าง Garena ซึ่งให้บริการที่หลากหลายบนโทรศัพท์มือถือ เช่น เกม โปรแกรมแชท


แม้ว่าภาพการเติบโตของสตาร์ทอัพจะสวยหรูและน่าสนใจ แต่นักลงทุนควรตระหนักถึงความเสี่ยงในแง่ที่ว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถก้าวข้ามไปเป็น unicorn ได้ Airbnb เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพไม่กี่รายที่สามารถก้าวสู่ความสำเร็จจนได้ชื่อว่าเป็น unicorn หรือ มีมูลค่าบริษัทสูงเกินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย Airbnb ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ในการเชื่อมโยงระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่าที่พักอาศัยส่วนบุคคล ได้รับเงินระดมทุนรวม 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ ปัจจุบันได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทสูงถึง 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีผู้ใช้บริการมากกว่า 60 ล้านคนทั่วโลก และมีที่พักอาศัยในแพลตฟอร์มให้เลือกมากกว่า 2 ล้านแห่ง ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ Airbnb ประสบความสำเร็จคือ การนำเสนอบริการในช่วงที่หลายประเทศเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ดังนั้น การประยุกต์ใช้โมเดลธุรกิจแบบ sharing economy จึงเป็นช่องทางการหารายได้เพิ่มเติมแก่เจ้าของที่อยู่อาศัย อีกทั้ง ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกที่เสริมสร้างความหลากหลายในการเข้าพักแก่ผู้ใช้บริการอีกด้วย ขณะเดียวกัน ยังมีสตาร์ทอัพที่ต้องล้มเลิกกิจการไป เนื่องจากการศึกษาของ Harvard Business School โดย Shikhar Ghosh พบว่ามีสตาร์ทอัพอีกหลายรายที่ต้องล้มเลิกกิจการหลังจากที่นักลงทุนหยุดสนับสนุนทางด้านการเงิน และมีสตาร์ทอัพกว่า 95% ที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนคืนแก่ผู้ลงทุน และในจำนวนนี้มีสตาร์ทอัพอีก 30% ที่ทำให้ผู้ลงทุนต้องสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด


อย่างไรก็ตาม ธุรกิจสามารถลดความเสี่ยงที่จะล้มเหลวและเพิ่มโอกาสได้รับเงินทุน โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการของตลาด และคิดค้นโมเดลทางธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน รวมถึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านการเงิน ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ล้มเหลว คือ ไม่สามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด อย่างเช่น Better Place ซึ่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่แม้ว่าจะสามารถระดมทุนได้ถึง 775 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กลับต้องยุติการดำเนินกิจการในที่สุด เนื่องจากสินค้าไม่ได้รับความนิยม โดยขายได้เพียง 1,400 คันเท่านั้น ห่างไกลกับเป้าหมายที่คาดไว้ที่ 1 แสนคัน สาเหตุ คือไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับผู้บริโภค รวมทั้งมีข้อจำกัดในการใช้งาน เช่น ต้องชาร์ตไฟด้วยแท่นชาร์ตเฉพาะของบริษัท หรือหากต้องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ต้องเข้าไปเปลี่ยนที่สถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่เท่านั้น นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้ล้มเหลวรองลงมา คือ ขาดโมเดลทางธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนและนำไปสู่การขาดสภาพคล่องทางการเงินในที่สุด อย่างกรณีของ Groupon และ Ensogo ที่มีโมเดลทางธุรกิจแบบ daily deal ซึ่งท้ายที่สุดแล้วไม่สามารถจูงใจให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าและบริการอีกครั้งหากต้องจ่ายในราคาปกติ ทำให้จำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมลดน้อยลง รวมถึงส่งผลให้สินค้าและบริการที่เข้าร่วมไม่น่าดึงดูดอีกต่อไปและกระทบต่อยอดขายของเว็บไซต์ในที่สุด อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจัยความล้มเหลวที่กล่าวมานั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ อย่างสตาร์ทอัพในกลุ่ม e-commerce มักเผชิญกับปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน รวมถึงการบริหารราคาและต้นทุนเป็นหลัก ขณะที่สตาร์ทอัพในกลุ่ม internet software and services ต้องรับมือกับปัญหาการขาดโมเดลทางธุรกิจที่จะสามารถสร้างรายได้และเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงไม่สามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตรงความต้องการของผู้บริโภค


สำหรับสตาร์ทอัพในไทยนั้นส่วนมากยังอยู่ในขั้น explore stage และยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้าน ecosystem ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโต การลงทุนธุรกิจสตาร์ทอัพในไทยร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ปี 2014 โดยมีเม็ดเงินลงทุนอย่างน้อยราว 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโตจากปีก่อนหน้ากว่า 3 เท่า ทั้งนี้ สตาร์ทอัพในไทยมักดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะธุรกิจ e-commerce ที่ได้รับความนิยมสูงสุดด้วยสัดส่วนราว 22% เนื่องจากสามารถเข้าตลาดได้ง่าย และกลายเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมากในปัจจุบันอีกทั้งยังเต็มไปด้วยธุรกิจในระดับโลกที่เข้ามาในตลาด อย่างไรก็ตาม สตาร์ทอัพในไทยส่วนมากยังคงอยู่ในขั้น explore stage หรือระดับ seed ซึ่งมีเพียงผู้ก่อตั้งพร้อมด้วยไอเดียหรือสินค้าตัวอย่างเท่านั้น และมักได้รับเงินทุนจาก angel และ venture capital เพื่อพัฒนาโมเดลทางธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ หากไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งาน อาจทำให้นักลงทุนไม่ลงทุนเพิ่ม ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และนำไปสู่การล้มเลิกกิจการในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นไทยยังขาด ecosystem ที่ช่วยสนับสนุน ทั้งในด้านของอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศอื่น รวมถึงกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น กรณี Airbnb และ Uber เป็นต้น ตลอดจนยังขาดแคลนผู้สนับสนุนที่มีคุณภาพทั้ง mentor และ accelerator ซึ่งให้ความช่วยเหลือแก่สตาร์ทอัพรายใหม่ เนื่องจากความรู้ความสามารถทางธุรกิจนับเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการมีไอเดียที่น่าสนใจ 

 


Implication


- นักลงทุนควรกระจายการลงทุนในสตาร์ทอัพหลากหลายประเภท เนื่องจากสัดส่วนของกลุ่มสตาร์ทอัพที่สามารถต่อยอดจนประสบความสำเร็จทางธุรกิจมีไม่มากนัก การกระจายการลงทุนให้หลากหลายและครอบคลุมจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะนอกจากจะเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนแล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัว นอกจากนี้ นักลงทุนยังควรให้ความสำคัญกับการพิจารณาความต้องการของตลาดต่อผลิตภัณฑ์ของสตาร์ทอัพมากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตไปได้


- ภาครัฐควรให้ความสำคัญและเร่งเครื่องสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพในไทย ด้วยการพัฒนาด้าน ecosystem เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและการให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดผู้สนับสนุนและนักลงทุนที่มีคุณภาพ เนื่องจากสตาร์ทอัพส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ scalable ไปได้ทั่วโลก ซึ่งหมายความว่าจะมีสตาร์ทอัพจากต่างชาติเข้ามาเป็นคู่แข่งทั้งกับสตาร์ทอัพ ในไทยและธุรกิจดั้งเดิมของไทยเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ภาครัฐควรมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขกฎระเบียบ เช่น การปรับปรุงกฎหมาย รวมถึงการเพิ่มจำนวนผู้สนับสนุนและนักลงทุนที่มีคุณภาพ เช่น การให้สิทธิประโยชน์อย่างมาตรการจูงใจทางภาษี (tax incentives) และการสร้างศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ 


โดย : กานต์ชนก บุญสุภาพร (kanchanok.bunsupaporn@scb.co.th)
         ภูริพัฒน์ โสภณคีรีรัตน์ (puripat.sophonkeereerat@scb.co.th)
         Economic Intelligence Center (EIC)
         ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
         EIC Online: www.scbeic.com 

[อ่าน 1,768]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘Miguo’ สตาร์ทอัพตัวจี๊ดจากจีน อัจฉริยะทางลัด หรือหายนะของศิลปิน?
"น่าอยู่" ปิดระดมทุนพรี ซีรีส์ A พร้อมขยายทั่วไทย-บุกอาเซียนปี 2572
InnoSpace Thailand จัดงาน InnoSpace Summit 2025 เดินหน้าขยายการลงทุนใน DeepTech Startup
ออมสิน ช่วย SME เร่งเครื่องธุรกิจด้วย ESG สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน “SME Gear Up ติดปีกธุรกิจด้วย ESG”
Google Workspace ขับเคลื่อนอนาคตของการทำงานด้วยพลัง AI สำหรับทุกธุรกิจ
เกาหลีใต้เปิดศูนย์ KTSC ในไทย เชื่อมโยงนวัตกรรม Travel Tech
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved